เล่มที่ 25
พระสุตตันตปิฎก
ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต
จาก พระไตรปิฎกฉบับหลวง
นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ
“ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น”
หน้า 304-307
333
ข้าแต่พระโคดมผู้มีพระปัญญาเสมอด้วยแผ่นดิน ข้าพระองค์ขอ ทูลถาม พระองค์ อุบาสกผู้ออกบวชเป็นบรรพชิตก็ดี อุบาสกผู้ยังอยู่ครองเรือน อีกก็ดี บรรดาสาวกทั้งสองพวกนี้สาวกกระทำอย่างไรจึงจะเป็นผู้ยัง ประโยชน์ให้สำเร็จ พระองค์เท่านั้นแล ทรงทราบชัดซึ่งคติและความ สำเร็จของโลกพร้อมทั้งเทวโลก บุคคลผู้เห็นประโยชน์อันละเอียดเช่น กับพระองค์ย่อมไม่มี บัณฑิตทั้งหลายย่อมกล่าวพระองค์แล ว่าเป็น พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ พระองค์ทรงแทงตลอดไญยธรรมทรงอนุเคราะห์ เหล่าสัตว์ ได้ทรงประกาศพระญาณและธรรมทั้งปวง ข้าแต่พระโคดมผู้ มีพระจักษุรอบคอบ พระองค์ผู้มีกิเลสดุจหลังคาที่เปิดแล้ว เป็นผู้ปราศจาก มลทิน ไพโรจน์อยู่ในโลกทั้งปวง พญาช้าง (เทพบุตร) ชื่อเอราวัณ ทราบว่า พระผู้มีพระภาคนี้ทรงชนะบาปธรรม ดังนี้แล้วได้ไปในสำนัก ของพระองค์ พญาช้างเอราวัณแม้นั้นทูลถามปัญหากะพระองค์ ได้สดับ ปัญหาแล้วซ้องสาธุการชื่นชมยินดี ได้บรรลุธรรมไปแล้ว แม้พระราชา พระนามว่าเวสสวัณกุเวรก็เข้าเฝ้าพระองค์ทูลไต่ถามธรรมอยู่ พระองค์ อันพระราชาพระนามว่าเวสสวัณกุเวรแม้นั้นแล ทูลถามแล้วย่อมตรัส บอก ท้าวเวสสวัณกุเวรแม้นั้นแล ได้สดับปัญหาแล้วทรงชื่นชมยินดี ได้ เสด็จไปแล้ว พวกเดียรถีย์ก็ดี อาชีวกก็ดีนิครนถ์ก็ดี ผู้มีปรกติกระทำ วาทะทั้งหมดนี้ย่อมไม่เกินพระองค์ด้วยปัญญา เหมือนบุคคลผู้หยุดอยู่ ไม่ พึงเกินคนเดินเร็วซึ่งเดินอยู่ ฉะนั้น พวกพราหมณ์ก็ดี แม้พวกพราหมณ์ ผู้เฒ่าก็ดีผู้มีปรกติกระทำวาทะเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีอยู่ และแม้ชนเหล่า อื่นสำคัญอยู่ว่า เราทั้งหลายผู้มีปรกติกระทำวาทะ ชนเหล่านั้นทั้งหมด เป็นผู้เนื่องด้วยประโยชน์ในพระองค์ ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์ ทั้งหมดกำลังคอยฟังด้วยดี ซึ่งธรรมที่ละเอียดและนำความสุขมาให้ อัน พระองค์ตรัสดีแล้วนี้ ข้าแต่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ พระองค์อันข้า พระองค์ทั้งหลายทูลถามแล้ว ได้โปรดตรัสบอกความข้อนั้น แก่ข้า พระองค์ทั้งหลาย ภิกษุกับทั้งอุบาสกเหล่านี้แม้ทั้งหมดนั่งประชุมกันแล้ว ในที่นั้นแหละ เพื่อจะฟังขอจงตั้งใจฟังธรรมที่พระผู้มีพระภาคผู้ไม่มี มลทินตรัสรู้แล้ว เหมือนเทวดาทั้งหลายตั้งใจฟังสุภาษิตของท้าววาสวะ ฉะนั้น ฯ พระผู้มีพระภาค เพื่อจะทรงแสดงปฏิปทาของบรรพชิตก่อน ตรัสเรียกภิกษุ ทั้งหลายมาแล้ว จึงตรัสพระคาถาว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟังเรา เราจะยังเธอทั้งหลายให้ฟัง ธรรมอันกำจัดกิเลส และเธอทั้งปวงจงประพฤติธรรมอันกำจัดกิเลสนั้น ภิกษุผู้มีปัญญาความคิด ผู้เห็นประโยชน์ พึงเสพอิริยาบถอันสมควรแก่ บรรพชิตนั้น ภิกษุไม่พึงเที่ยวไปในเวลาวิกาลเลย อนึ่งภิกษุพึงเที่ยวไป เพื่อบิณฑบาตในบ้านในกาล ด้วยว่าธรรมเป็นเครื่องข้องทั้งหลายย่อม ข้องภิกษุผู้เที่ยวไปในกาลอันไม่สมควรไว้ เพราะเหตุนั้น ท่านผู้รู้ ทั้งหลายย่อมไม่เที่ยวไปในเวลาวิกาล รูป เสียงกลิ่น รส และ ผัสสะ ย่อมยังสัตว์ทั้งหลายให้มัวเมา ภิกษุนั้นกำจัดเสียแล้วซึ่งความ พอใจในธรรมเหล่านี้ พึงเข้าไปยังโอกาสที่จะพึงบริโภคอาหารในเวลา เช้าโดยกาล อนึ่ง ภิกษุได้บิณฑบาตแล้วตามสมัย พึงกลับไปนั่งในที่ สงัดแต่ผู้เดียว ภิกษุผู้สงเคราะห์อัตภาพแล้ว คิดถึงขันธสันดานในภาย ใน ไม่พึงส่งใจไปในภายนอก ถ้าแม้ว่าภิกษุนั้นพึงเจรจากับสาวกอื่น หรือกับภิกษุรูปไรๆ ไซร้ ภิกษุนั้นพึงกล่าวธรรมอันประณีต ไม่พึงกล่าว คำส่อเสียด ทั้งไม่พึงกล่าวคำติเตียนผู้อื่น ก็บุคคลบางพวกย่อมประถ้อย คำกันเราย่อมไม่สรรเสริญบุคคลเหล่านั้นผู้มีปัญญาน้อย ความเกี่ยว ข้องด้วยการวิวาท เกิดจากคลองแห่งคำนั้นๆ ย่อมข้องบุคคลเหล่านั้น ไว้ เพราะบุคคลเหล่านั้นส่งจิตไปในที่ไกลจากสมถะและวิปัสนา สาวก ผู้มีปัญญาดี ฟังธรรมที่พระสุคตทรงแสดงแล้ว พิจารณาบิณฑบาต ที่อยู่ ที่นอน ที่นั่งน้ำ และการซักมลทินผ้าสังฆาฏิแล้วพึงเสพ เพราะเหตุ นั้นแล ภิกษุไม่ติดแล้วในธรรมเหล่านี้ คือ บิณฑบาต ที่นอนที่นั่ง น้ำ และการซักมลทินผ้าสังฆาฏิ เหมือนหยาดน้ำไม่ติดในใบบัว ฉะนั้น ก็เราจะบอกวัตรแห่งคฤหัสถ์แก่เธอทั้งหลาย สาวกกระทำอย่างไรจึงจะ เป็นผู้ยังประโยชน์ให้สำเร็จ จริงอยู่สาวกไม่พึงได้เพื่อจะถูกต้องธรรม ของภิกษุล้วนด้วยอาการที่มีความหวงแหน สาวกวางอาชญาในสัตว์ทุก หมู่เหล่า ทั้งผู้ที่มั่นคงทั้งผู้ที่ยังสะดุ้งในโลกแล้ว ไม่พึงฆ่าสัตว์เอง ไม่ พึงใช้ผู้อื่นให้ฆ่า และไม่พึงอนุญาตให้ผู้อื่นฆ่าแต่นั้น สาวกรู้อยู่ พึง เว้นสิ่งที่เขาไม่ให้อะไรๆ ในที่ไหนๆไม่พึงใช้ให้ผู้อื่นลัก ไม่พึง อนุญาตให้ผู้อื่นลัก พึงเว้นวัตถุที่เจ้าของเขาไม่ให้ทั้งหมด สาวกผู้รู้แจ้ง พึงเว้นอพรหมจรรย์เหมือนบุคคลเว้นหลุมถ่านเพลิงที่ไฟลุกโชน ฉะนั้น แต่เมื่อไม่สามารถประพฤติพรหมจรรย์ ก็ไม่พึงก้าวล่วงภรรยาของผู้อื่น ก็สาวกผู้อยู่ในที่ประชุมก็ดี อยู่ในท่ามกลางบริษัทก็ดี ไม่พึงกล่าวเท็จ แก่บุคคลผู้หนึ่ง ไม่พึงให้ผู้อื่นกล่าวคำเท็จ ไม่พึงอนุญาตให้ผู้อื่นกล่าว เท็จ พึงเว้นคำไม่เป็นจริงทั้งหมด สาวกผู้เป็นคฤหัสถ์ไม่พึงดื่มน้ำเมา พึงชอบใจธรรมนี้ไม่พึงใช้ให้ผู้อื่นดื่ม ไม่พึงอนุญาตให้ผู้อื่นดื่ม เพราะ ทราบชัดการดื่มน้ำเมานั้นว่า มีความเป็นบ้าเป็นที่สุด คนพาลทั้งหลาย ย่อมกระทำบาปเอง และใช้คนอื่นผู้ประมาทแล้วให้กระทำบาป เพราะ ความเมานั่นเอง สาวกพึงเว้นความเป็นบ้า ความหลงที่คนพาลใคร่แล้ว อันเป็นบ่อเกิดแห่งบาปนี้ ไม่พึงฆ่าสัตว์ ไม่พึงถือเอาสิ่งของที่เจ้าของ เขาไม่ได้ให้ไม่พึงพูดมุสา ไม่พึงดื่มน้ำเมา พึงเว้นจากเมถุนธรรม อันเป็นความประพฤติไม่ประเสริฐ ไม่พึงบริโภคโภชนะในเวลาวิกาล ในราตรี ไม่พึงทัดทรงดอกไม้และไม่พึงลูบไล้ของหอมพึงนอนบน เตียงหรือบนพื้นดินที่เขาลาดแล้ว บัณฑิตทั้งหลาย กล่าวอุโบสถอัน ประกอบด้วยองค์ ๘ ประการนี้แล ว่าอันพระพุทธเจ้าผู้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ ทรงประกาศไว้แล้ว แต่นั้นสาวกผู้มีใจเลื่อมใส พึงเข้าจำอุโบสถอัน ประกอบด้วยองค์ ๘ประการให้บริบูรณ์ดี ตลอดวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ และ ๘ ค่ำแห่งปักข์ และตลอดปาฏิหาริกปักข์ แต่นั้นสาวกผู้รู้แจ้ง เข้าจำอุโบสถอยู่แต่เช้าแล้ว มีจิตเลื่อมใส ชื่นชมอยู่เนืองๆ พึงแจก จ่ายภิกษุสงฆ์ด้วยข้าวและน้ำตามควร พึงเลี้ยงมารดาและบิดาด้วย โภคสมบัติที่ได้มาโดยชอบธรรม พึงประกอบการค้าขายอันชอบธรรม ไม่ประมาท ประพฤติวัตรแห่งคฤหัสถ์นี้อยู่ ย่อมเข้าถึงเหล่าเทวดาชื่อว่า สยัมปภา ผู้มีรัศมีในตน ฯ