เล่มที่ 32

พระสุตตันตปิฎก

ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑

จาก พระไตรปิฎกฉบับหลวง

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ

“ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น”

หน้าที่ 319

ปุนนาคปุปผิยเถราปทานที่ ๓ (๓๓๓) ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกบุนนาค
335
เราเป็นพรานเข้าไป (หยั่งลง) ยังป่าใหญ่ เราได้พบต้นบุนนาคมีดอกบาน จึงระลึกถึงพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ได้เลือกเก็บดอกบุนนาคนั้น เอา แต่ที่มีกลิ่นหอมสวยงามแล้ว ก่อสถูปบนเนินทราย บูชาแด่พระพุทธเจ้า ในกัลปที่ ๙๒ แต่กัลปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้ใด ด้วย การบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา ในกัลปที่ ๙๑ แต่กัลปนี้ ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่า ตโมนุทะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระปุนนาคปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. จบ ปุนนาคปุปผิยเถราปทาน.
เอกทุสสทายกเถราปทานที่ ๔ (๓๓๔) ว่าด้วยผลแห่งการถวายผ้าผืนเดียว
336
เราเป็นคนเกี่ยวหญ้าขายอยู่ในพระนครหงสาวดีเลี้ยงชีวิต และเลี้ยงภรรยา ด้วยการเกี่ยวหญ้าขายนั้น พระชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ ทรงรู้จบธรรม ทั้งปวง เป็นนายกของโลก เสด็จอุบัติขึ้นทำลายความมืดมนให้พินาศ ในกาลนั้น เรานั่งอยู่ในเรือนของตน คิดอย่างนี้ว่า พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติ ขึ้นในโลกแล้ว แต่ไทยธรรมของเราไม่มี เรามีแต่ผ้าสาฎกผืนเดียวไม่มี ใครให้ (อะไร) แก่เรา การถูกต้องนรก เป็นทุกข์ เราจักปลูกฝัง ทักษิณาทาน ครั้นเราคิดอย่างนี้แล้ว จึงยังจิตของตนให้เลื่อมใส ได้ถือเอา ผ้าผืนหนึ่ง ไปถวายแด่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ครั้นถวายผ้าผืนหนึ่ง แล้วได้ประกาศก้องขึ้นว่า ข้าแต่พระมหามุนีวีรเจ้า ถ้าพระองค์เป็น พระพุทธเจ้า ขอได้ทรงโปรดช่วยข้าพระองค์ให้ข้ามได้เถิด พระพุทธเจ้า พระนามว่าปทุมุตระ ทรงรู้แจ้งโลก สมควรรับเครื่องบูชา เมื่อทรง สรรเสริญทานของเรา ได้ทรงทำอนุโมทนาแก่เราว่า ด้วย (การถวาย) ผ้า ผืนหนึ่งนี้ และด้วยการตั้งจิตมั่น ผู้นี้จะไม่ไปสู่ทุคติเลยตลอดแสนกัลป จักได้เป็นท้าวสักกะจอมเทพ ๓๖ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ๓๓ ครั้ง จักเป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณานับมิได้ ท่าน เมื่อท่องเที่ยวอยู่ ในเทวโลกหรือในมนุษย์โลก จักเป็นผู้มีรูปงาม สมบูรณ์ ด้วยคุณสมบัติ มีกายน่าใคร่ยิ่งนัก ผ้าอันหาประมาณมิได้ จักมีตามความ ปรารถนา พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ ผู้เป็นนักปราชญ์ ครั้นตรัส ดังนี้แล้ว เสด็จขึ้นสู่นภากาศ ดังพระยาหงส์ในอัมพร เราเข้าถึง กำเนิดใดๆ คือ ความเป็นเทวดาหรือมนุษย์ ความพร่องในโภคสมบัติ ไม่มีแก่เราเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผ้าผืนเดียว ผ้าย่อมบังเกิดแก่เรา สำหรับรองเท้าทุกๆ ย่าง เราประดิษฐานอยู่ภายใต้ผ้า ผ้าเป็นหลังคา อยู่เบื้องบนเรา วันนี้ ถ้าเราปรารถนาจะถือเอาจักรวาลพร้อมทั้งป่า พร้อม ทั้งภูเขา ก็พึงปกปิดด้วยผ้าทั้งหลายได้ ด้วย (การถวาย) ผ้าผืนเดียว นั้นนั่นแล เมื่อเราท่องเที่ยวไปในภพน้อยใหญ่ ย่อมเป็นผู้มีผิวพรรณดัง ทองคำ ท่องเที่ยวไปในภพน้อยใหญ่ ผลแห่งผ้าผืนเดียว ไม่ถึงความ สิ้นไปในที่ไหนๆ ชาตินี้เป็นที่สุดของเรา ผ้าย่อมให้ผลแก่เราแม้ใน ชาตินี้ ในกัลปที่แสนแต่กัลปนี้ เราได้ถวายผ้าใดในกาลนั้น ด้วยทาน นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผ้าผืนเดียว เราเผา กิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพทั้งปวงขึ้นได้แล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูกขาด ดังช้างตัดเชือกแล้ว ไม่มีอาสวะอยู่ คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเรา ได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระเอกทุสสทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. จบ เอกทุสสทายกเถราปทาน.