เล่มที่ 33

พระสุตตันตปิฎก

ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒

จาก พระไตรปิฎกฉบับหลวง

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ

“ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น”

หน้าที่ 66

ปังสุกุลสวรรคที่ ๔๙ ปังสุกุลสัญญกเถราปทานที่ ๑ ว่าด้วยผลแห่งการไหว้ผ้าบังสุกุล
71
พระผู้มีพระภาคผู้สยัมภู ผู้นำของโลกพระนามว่าติสสะ ได้เสด็จอุบัติ ขึ้นแล้ว พระพิชิตมารทรงวางบังสุกุลจีวรไว้แล้ว เสด็จเข้าพระวิหาร เราสะพายธนูที่มีสายและกระบอกน้ำ ถือดาบเข้าป่าใหญ่ ครั้งนั้น เราได้เห็นบังสุกุลจีวรซึ่งแขวนอยู่บนยอดไม้ในป่านั้น จึงวางธนูลง ณ ที่นั้นเอง ประนมกรอัญชลีเหนือเศียรเกล้า เรามีจิตเลื่อมใส มีใจ โสมนัส และมีปีติเป็นอันมาก ระลึกถึงพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด แล้วได้ไหว้บังสุกุลจีวร ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ไหว้บังสุกุลจีวร ใด ด้วยการไหว้บังสุกุลจีวรนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง การไหว้ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จ แล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระปังสุกุลสัญญกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. จบ ปังสุกุลสัญญกเถราปทาน.
พุทธสัญญกเถราปทานที่ ๒ ว่าด้วยผลแห่งการเกิดพุทธสัญญา
72
เราเป็นคนเล่าเรียน ทรงจำมนต์ รู้จบไตรเพท ชำนาญในคัมภีร์ ทำนายมหาปุริสลักษณะ คัมภีร์อิติหาสะ พร้อมด้วยคัมภีร์นิฆัณฑุ ศาสตร์ และคัมภีร์เกฏุภศาสตร์ ครั้งนั้นพวกศิษย์มาหาเราปานดัง กระแสน้ำ เราไม่เกียจคร้าน บอกมนต์แก่ศิษย์เหล่านั้นทั้งกลางวัน และกลางคืน ในกาลนั้น พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ เสด็จอุบัติขึ้นในโลก พระองค์ทรงกำจัดความมืดมิดให้พินาศแล้ว ยัง แสงสว่างคือ พระญาณ ให้เป็นไป ครั้งนั้นศิษย์ของเราคนหนึ่งได้ บอกแก่ศิษย์ทั้งหลายของเรา พวกเขาได้ฟังความนั้น จึงได้บอกแก่ เรา เราคิดว่าพระสัพพัญญพุทธเจ้า ผู้เป็นนายกของโลก เสด็จอุบัติ ขึ้นแล้ว ชนย่อมอนุวัตรตามพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น เราไม่มีลาภ พระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นผู้มีการอุบัติเลิศลอย มีจักษุ ทรงยศใหญ่ ไฉนหนอเราพึงเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด เป็นผู้นำโลก เรา ถือหนังเสือผ้าเปลือกไม้กรอง และคนโทน้ำของเราแล้วออกจาก อาศรม เชิญชวนพวกศิษย์ว่า ความเป็นผู้นำของโลกหาได้ยาก เหมือนกับดอกมะเดื่อ กระต่ายในดวงจันทร์ หรือเหมือนกับน้ำนมกา ฉะนั้น พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นในโลกแล้ว แม้ความเป็นมนุษย์ก็ หาได้ยากและเมื่อความเป็นผู้นำโลก และความเป็นมนุษย์ทั้งสอง อย่างมีอยู่การได้ฟังธรรมก็หาได้ยาก พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นในโลก พวกเราจักได้ดวงตาอันเป็นของพวกเรา มาเถอะท่านทั้งหลาย เราจัก ไปยังสำนักของพระพุทธเจ้าด้วยกันทุกคน ศิษย์ทุกคนแบกคนโทน้ำ นุ่งหนังเสือทั้งเล็บ พวกเขาเต็มไปด้วยภาระคือชฎา พากันออกไป จากป่าใหญ่ ในครั้งนั้น พวกเขามองดูประมาณชั่วแอก แสวงหา ประโยชน์อันสูงสุด เดินมาเหมือนลูกช้าง เป็นผู้ไม่สะดุ้ง ประหนึ่ง ไกรสรสีหราช ฉะนั้น เขาทั้งหลายไม่มีความสะดุ้ง หมดความละโมภ มีปัญญา มีความประพฤติสงบ เมื่อเสาะแสวงหาโมกขธรรม ได้ พากันเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด เราเกิดป่วยเจ็บขึ้นใน ประเทศประมาณหนึ่งโยชน์ครึ่ง เราระลึกถึงพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ สุดแล้ว ตายที่ประเทศนั้น ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้สัญญาใดใน กาลนั้น ด้วยการได้สัญญานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง สัญญาในพระพุทธเจ้า เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนา เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระพุทธสัญญกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. จบ พุทธสัญญกเถราปทาน.
หน้าที่ 66 เล่มที่ 33 | พระสุตตันตปิฎก