เล่มที่ 35

พระอภิธรรมปิฎก

วิภังคปกรณ์

จาก พระไตรปิฎกฉบับหลวง

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ

“ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น”

หน้าที่ 284

ประกอบแล้ว ด้วยอาจาระและโคจรดังกล่าวมานี้ ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า ถึงพร้อมแล้วด้วยอาจาระและโคจร ด้วยประการฉะนี้
605
คำว่า เห็นภัยในโทษทั้งหลายอันมีประมาณน้อย มีอธิบายว่าโทษทั้งหลาย อันมีประมาณน้อย เป็นไฉน โทษทั้งหลายนั้นใด มีประมาณน้อย เป็นอย่างต่ำ เป็นอย่างเบา ที่สมมติกันว่า โทษเบา ที่พึงสำรวม ที่พึงระวัง ที่พึงกระทำด้วยจิตตุปบาท ที่เนื่องด้วยมนสิการ เหล่านี้เรียกว่า โทษทั้งหลายอันมีประมาณน้อย ภิกษุเป็นผู้เห็นโทษ เห็นภัย เห็นความชั่วร้าย และเห็นการรื้อถอนออกเสียให้พ้น ในโทษอันมีประมาณน้อยเหล่านี้ ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่าเห็นภัยในโทษทั้งหลายอันมี ประมาณน้อย
606
คำว่าสมาทานแล้วประพฤติอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย มีอธิบายว่าสิกขา เป็นไฉน สิกขา ๔ คือ สิกขาของภิกษุ เรียกว่าภิกขุสิกขา สิกขาของภิกษุณีเรียกว่า ภิกขุนีสิกขา สิกขาของอุบาสก เรียกว่า อุบาสกสิกขา สิกขาของอุบาสิกา เรียกว่า อุปาสิกาสิกขา เหล่านี้เรียกว่าสิกขา ภิกษุสมาทานสิกขาทั้งหมด ด้วยสิกขาสมาทานทั้งหมด สมาทานสิกขาทั้งหมด มิให้เหลือ ด้วยอาการที่จะพึงประพฤติทั้งหมด แล้วประพฤติอยู่ในสิกขาเหล่านี้ ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า สมาทานแล้วประพฤติอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย
607
บทว่า สำรวมในอินทรีย์ ๖ มีอธิบายว่า ความเป็นผู้สำรวมในอินทรีย์ ๖ มีอยู่ ความเป็นผู้ไม่สำรวมในอินทรีย์ ๖ มีอยู่ ใน ๒ อย่างนั้น ความเป็นผู้ไม่สำรวมในอินทรีย์ ๖ เป็นไฉน ภิกษุบางรูปในศาสนานี้ เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว ย่อมเป็นผู้ถือนิมิต ถืออนุพยัญชนะ บาปอกุศลธรรม คือ อภิชฌาและโทมนัส พึงซ่านไปตามบุคคลนี้ผู้ไม่สำรวมจักขุนทรีย์ อยู่ เพราะการไม่สำรวมจักขุนทรีย์ใดเป็นเหตุ ย่อมไม่ปฏิบัติเพื่อสำรวมจักขุนทรีย์นั้น ย่อมไม่รักษาจักขุนทรีย์นั้น ย่อมไม่ถึงการสำรวมในจักขุนทรีย์นั้น ฟังเสียงด้วยโสตะแล้ว ฯลฯ ดมกลิ่นด้วยฆานะแล้ว ฯลฯ ลิ้มรสด้วยชิวหาแล้ว ฯลฯ ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกายแล้ว ฯลฯ รู้ธรรมารมณ์ด้วยมนะแล้ว เป็นผู้ถือนิมิต ถืออนุพยัญชนะ บาปอกุศลธรรม คืออภิชฌา และโทมนัส ซึ่งซ่านไปตามบุคคลนี้ ผู้ไม่สำรวมมนินทรีย์อยู่ เพราะการไม่สำรวม มนินทรีย์ใดเป็นเหตุ ย่อมไม่ปฏิบัติเพื่อสำรวมมนินทรีย์นั้น ย่อมไม่รักษามนินทรีย์นั้น ย่อม ไม่ถึงการสำรวมในมนินทรีย์นั้น ความไม่คุ้มครอง กิริยาที่ไม่คุ้มครองการไม่รักษา การ ไม่สำรวมซึ่งอินทรีย์ ๖ เหล่านี้ อันใด นี้เรียกว่าความเป็นผู้ไม่สำรวมในอินทรีย์ ๖ ความเป็นผู้สำรวมในอินทรีย์ ๖ เป็นไฉน ภิกษุบางรูปในศาสนานี้ เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว ย่อมเป็นผู้ไม่ถือนิมิตไม่ถืออนุพยัญชนะ บาปอกุศลธรรม คือ อภิชฌาและโทมนัสพึงซ่านไปตามบุคคลนี้ ผู้ไม่สำรวมจักขุนทรีย์อยู่ เพราะการไม่สำรวมจักขุนทรีย์ใดเป็นเหตุย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมจักขุนทรีย์นั้น ย่อมรักษา จักขุนทรีย์นั้น ย่อมถึงการสำรวมในจักขุนทรีย์นั้น ฟังเสียงด้วยโสตะแล้ว ฯลฯ ดมกลิ่น ด้วยฆานะแล้ว ฯลฯลิ้มรสด้วยชิวหาแล้ว ฯลฯ ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกายแล้ว ฯลฯ รู้ธรรมารมณ์ ด้วยมนะแล้ว ย่อมเป็นผู้ไม่ถือนิมิต ไม่ถืออนุพยัญชนะ บาปอกุศลธรรม คืออภิชฌา และโทมนัส พึงซ่านไปตามบุคคลนี้ ผู้ไม่สำรวมมนินทรีย์อยู่ เพราะการไม่สำรวมมนินทรีย์ ใดเป็นเหตุ ย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมมนินทรีย์นั้น ย่อมรักษามนินทรีย์นั้น ย่อมถึงการสำรวม ในมนินทรีย์นั้น ความคุ้มครอง กิริยาที่คุ้มครอการรักษา การสำรวม ซึ่งอินทรีย์ ๖ เหล่านี้ อันใด นี้เรียกว่า ความเป็นผู้สำรวมในอินทรีย์ ๖ ภิกษุ เป็นผู้เข้าไปถึงแล้ว ฯลฯ
หน้าที่ 284 เล่มที่ 35 | พระอภิธรรมปิฎก