เล่มที่ 35
พระอภิธรรมปิฎก
วิภังคปกรณ์
จาก พระไตรปิฎกฉบับหลวง
นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ
“ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น”
หน้าที่ 413
ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิในโลกอันเป็น อเนกธาตุเป็นนานาธาตุนั้น อันใด นี้ชื่อว่า ญาณรู้โลกอันเป็นอเนกธาตุเป็นนานาธาตุ ตามความเป็นจริง ของพระตถาคต
843
ญาณรู้ความที่สัตว์ทั้งหลายมีอัธยาศัยต่างๆ กัน ตามความเป็นจริง ของพระตถาคต เป็นไฉน พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า สัตว์ทั้งหลายมีอัธยาศัยทรามก็มีสัตว์ทั้งหลาย ที่มีอัธยาศัยประณีตก็มี สัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยทราม ย่อมคบหาสมาคมเข้าใกล้กับเหล่า สัตว์ที่มีอัธยาศัยทราม สัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยประณีตย่อมคบหาสมาคมเข้าใกล้กับเหล่า สัตว์ที่มีอัธยาศัยประณีต แม้ในอดีตกาล สัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยทราม ก็ได้คบหาสมาคม เข้าใกล้กับเหล่าสัตว์ที่มีอัธยาศัยทรามมาแล้ว สัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยประณีต ก็ได้คบหา สมาคมเข้าใกล้กับเหล่าสัตว์ที่มีอัธยาศัยประณีตมาแล้ว แม้ในอนาคตกาล สัตว์ทั้งหลายที่มี อัธยาศัยทราม ก็จักคบหาสมาคมเข้าใกล้กับเหล่าสัตว์ที่มีอัธยาศัยทราม สัตว์ทั้งหลายที่มี อัธยาศัยประณีต ก็จักคบหาสมาคมเข้าใกล้กับเหล่าสัตว์ที่มีอัธยาศัยประณีต ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ
ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิในความที่สัตว์ ทั้งหลายมีอัธยาศัยต่างๆ กันนั้น อันใด นี้ชื่อว่า ญาณรู้ความที่สัตว์ทั้งหลายมีอัธยาศัยต่างๆ กัน ตามความเป็นจริง ของพระตถาคต
844
ญาณรู้ความแก่กล้าและไม่แก่กล้าแห่งอินทรีย์ของสัตว์เหล่าอื่น ของ บุคคลเหล่าอื่น ตามความเป็นจริง ของพระตถาคตเป็นไฉน พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบอาสยะ อนุสัย จริต และอัธยาศัยของสัตว์ ทั้งหลาย ย่อมทรงทราบเหล่าสัตว์ที่มีธุลีคือกิเลสน้อย มีธุลีคือกิเลสมากมีอินทรีย์แก่กล้า มีอินทรีย์อ่อน มีอาการดี มีอาการชั่ว แนะนำให้รู้ได้ง่ายและแนะนำให้รู้ได้ยาก ควรแก่การตรัสรู้ และไม่ควรแก่การตรัสรู้ ก็อาสยะของสัตว์ทั้งหลาย เป็นไฉน ความเห็นว่า โลกเที่ยง หรือความเห็นว่าโลกไม่เที่ยง ความเห็นว่าโลกมีที่สุด หรือความเห็นว่าโลกไม่มีที่สุด ความเห็นว่าชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้นหรือความเห็นว่า ชีพเป็นอย่างอื่น สรีระก็เป็นอย่างอื่น ความเห็นว่าสัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีก หรือความเห็นว่าสัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมไม่เกิดอีกความเห็นว่า สัตว์เบื้องหน้า แต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็มี ย่อมไม่เกิดอีกก็มี หรือความเห็นว่าสัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ สัตว์ทั้งหลายผู้อาศัยภวทิฏฐิหรือวิภวทิฏฐิดังที่ กล่าวมานี้ก็มี หรือสัตว์ทั้งหลายไม่เข้าไปอาศัยส่วนสุดทั้ง ๒ นี้ ได้อนุโลมิกขันติ ในธรรม ทั้งหลายอันเป็นปัจจัยของกันและกันและอาศัยกันและกันเกิดขึ้นก็มี หรือญาณความรู้ตามความ เป็นจริงนี้เรียกว่า อาสยะของสัตว์ทั้งหลาย ก็อนุสัยของสัตว์ทั้งหลาย เป็นไฉน อนุสัย ๗ คือ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัยวิจิกิจฉานุสัย ภวราคานุสัย อวิชชานุสัย ราคานุสัยของสัตว์ทั้งหลาย ย่อมนอนเนื่องอยู่ในปิยรูป สาตรูปในโลกปฏิฆานุสัยของ สัตว์ทั้งหลาย ย่อมนอนเนื่องอยู่ในอัปปิยรูป อสาตรูปในโลกอวิชชาตกไปแล้วในธรรมทั้ง ๒ นี้ ด้วยอาการอย่างนี้ มานะ ทิฏฐิ และวิจิกิจฉาพึงเห็นว่าตั้งอยู่ในที่แห่งเดียวกันกับอวิชชานั้น นี้เรียกว่า อนุสัยของสัตว์ทั้งหลาย จริตของสัตว์ทั้งหลาย เป็นไฉน ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร อันเป็นกามาวจรภูมิหรือ รูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิ นี้ชื่อว่า จริตของสัตว์ทั้งหลาย อัธยาศัยของสัตว์ทั้งหลาย เป็นไฉน สัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยทรามก็มี สัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยประณีตก็มีสัตว์ทั้งหลายที่มี อัธยาศัยทราม ย่อมคบหาสมาคมเข้าใกล้กับสัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยทราม สัตว์ทั้งหลาย ที่มีอัธยาศัยประณีต ย่อมคบหาสมาคมเข้าใกล้กับสัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยประณีต แม้ใน อดีตกาล สัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยทราม ได้คบหาสมาคมเข้าใกล้กับสัตว์ทั้งหลายที่มี อัธยาศัยทรามมาแล้ว สัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยประณีต ได้คบหาสมาคมเข้าใกล้กับสัตว์ ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยประณีตมาแล้ว แม้ในอนาคตกาล สัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยทราม จักคบหา สมาคมเข้าใกล้กับสัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยทราม สัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยประณีต จักคบหา สมาคมเข้าใกล้กับสัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยประณีต นี้ชื่อว่า อัธยาศัยของสัตว์ทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายผู้มีธุลีคือกิเลสมากเหล่านั้น เป็นไฉน กิเลสวัตถุ ๑๐ คือ โลภะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา ถีนะอุทธัจจะ อหิริกะ อโนตตัปปะ กิเลสวัตถุ ๑๐ เหล่านี้ อันสัตว์เหล่าใด เสพมากแล้ว ทำให้เกิดแล้ว ทำให้มากแล้ว เพิ่มพูนขึ้นแล้ว สัตว์เหล่านี้นั้น ชื่อว่าผู้มีธุลีคือกิเลสมาก สัตว์ทั้งหลายผู้มีธุลีคือกิเลสน้อยเหล่านั้น เป็นไฉน กิเลสวัตถุ ๑๐ เหล่านี้ อันสัตว์เหล่าใดมิได้เสพมากแล้ว มิได้ทำให้เกิดแล้ว มิได้ ทำให้มากแล้ว มิได้เพิ่มพูนขึ้นแล้ว สัตว์เหล่านี้นั้น ชื่อว่า มีธุลีคือกิเลสน้อย สัตว์ทั้งหลายผู้มีอินทรีย์อ่อนเหล่านั้น เป็นไฉน อินทรีย์ ๕ คือ สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ อินทรีย์ ๕ เหล่านี้ อันสัตว์เหล่าใดมิได้เสพให้มากแล้ว มิได้อบรมแล้วมิได้ทำให้มากแล้ว มิได้เพิ่มพูน ขึ้นแล้ว สัตว์เหล่านี้นั้น ชื่อว่า ผู้มีอินทรีย์อ่อน สัตว์ทั้งหลายผู้มีอินทรีย์แก่กล้าเหล่านั้น เป็นไฉน อินทรีย์ ๕ เหล่านี้ อันสัตว์เหล่าใดเสพมากแล้ว อบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว เพิ่มพูนขึ้นแล้ว สัตว์เหล่านี้นั้น ชื่อว่า ผู้มีอินทรีย์แก่กล้า สัตว์ทั้งหลายผู้มีอาการชั่วเหล่านั้น เป็นไฉน สัตว์เหล่านั้นใด มีอาสยะชั่ว มีอนุสัยชั่ว มีจริตชั่ว มีอัธยาศัยชั่ว มีธุลีคือกิเลสมาก มีอินทรีย์อ่อน สัตว์เหล่านี้นั้น ชื่อว่า มีอาการชั่ว สัตว์ทั้งหลายผู้มีอาการดีเหล่านั้น เป็นไฉน สัตว์เหล่านั้นใด มีอาสยะดี มีอนุสัยดี มีจริตดี มีอัธยาศัยดี มีธุลีคือกิเลสน้อย มีอินทรีย์แก่กล้า สัตว์เหล่านี้นั้น ชื่อว่า มีอาการดี สัตว์ทั้งหลายที่แนะนำให้รู้ได้ยากเหล่านั้น เป็นไฉน สัตว์เหล่านั้นใด มีอาการชั่ว สัตว์เหล่านี้นั้น ชื่อว่า แนะนำให้รู้ได้ยากส่วนสัตว์ เหล่าใดมีอาการดี สัตว์เหล่านั้นแล ชื่อว่า แนะนำให้รู้ได้ง่าย สัตว์ทั้งหลายผู้ไม่ควรแก่การตรัสรู้เหล่านั้น เป็นไฉน สัตว์เหล่านั้นใด ประกอบด้วยเครื่องกั้นกาง คือ กรรม ประกอบด้วย เครื่องกั้นกาง คือ กิเลส ประกอบด้วยเครื่องกั้นกาง คือ วิบาก ไม่มีศรัทธา ไม่มีฉันทะ มีปัญญาทราม ไม่ควร เพื่อจะหยั่งลงสู่สัมมัตตนิยามในกุศลธรรมทั้งหลายได้ สัตว์เหล่านี้นั้น ชื่อว่า ผู้ไม่ควรแก่การ ตรัสรู้ สัตว์ทั้งหลายผู้ควรแก่การตรัสรู้เหล่านั้น เป็นไฉน สัตว์เหล่านั้นใด ไม่ประกอบด้วยเครื่องกั้นกาง คือ กรรม ไม่ประกอบด้วยเครื่องกั้นกาง คือ กิเลส ไม่ประกอบเครื่องกั้นกาง คือ วิบาก มีศรัทธา มีฉันทะ มีปัญญา ควรที่จะหยั่งลงสู่ สัมมัตตนิยามในกุศลธรรมทั้งหลายได้ สัตว์เหล่านี้นั้น ชื่อว่า ผู้ควรแก่การตรัสรู้ ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ